chittawet's profileชีวิต ความรัก โลกที่อบอุ...PhotosBlogLists Tools Help

ชีวิต ความรัก โลกที่อบอุ่น

ชีวิตก้าวเดิน ความรักก้าวเดิน สักวันทางแยกสายนี้จะมาบรรจบ
Photo 1 of 7
More albums (41)
12/13/2007

เพลงรักที่ไม่มีตอนจบ

ยังคงจำได้ เสียงเธอกระซิบบอกเล่าเรื่องราว

ช่างสุขเหลือเกิน  กับวันเวลาที่ผ่านมา

        เคยเป็นไหม  ที่รู้สึกอยากมีเธออยู่ใกล้ๆในวันนี้

        แม้จะเนิ่นนาน  ที่เธอจากไป

ฉันจะรอ รอเพียงเธอ  ไม่ว่าเวลาจะวิ่งผ่านไปอีกกี่วัน

ไม่รู้ว่าฉันควรจะทำอย่างไร  กับสิ่งที่จะต้องเจอในวันพรุ่งนี้

        จึงแต่งเพลงนี้  เพลงที่จะบอกกับเธอว่า

        รักฉันไม่มีตอนจบ  และไม่อยากเป็นแค่พี่ชาย

ฉันจะรอ รอเพียงเธอ  ไม่ว่าเวลาจะวิ่งผ่านไปอีกกี่วัน

      ภาพ  ภาพเธอนั้นอยู่ในใจเสมอ 

        แม้วันนี้จะไกลห่างแต่สักวันต้องได้ชิดใกล้

ยังคงคิดถึง  และยังร่ำร้องเมื่อเราต้องจาก

ให้ทำอย่างไร ในเมื่อฉันอยากอยู่ดูแลเธอ

        ฉันจะรอ รอเพียงเธอ  ไม่ว่าเวลาจะวิ่งผ่านไปอีกกี่วัน

      จึงแต่งเพลงนี้  เพลงที่จะบอกกับเธอว่า

        รักฉันไม่มีตอนจบ  และไม่อยากเป็นแค่พี่ชาย

แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร  นอกจากการเฝ้ารอ

ด้วยความรักที่ไม่มีตอนจบ


**ถึงเธอ ที่อยู่กับลมเหนือ  ยังคงรอนะ รอเวลาที่เราจะได้ใกล้กัน**

BY:  Nai On-Air

1/3/2007

สิ่งดีๆที่รอยต่อของปี

กลับมาเขียนอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานคับ

ขอให้ปีใหม่นี้ทุกคนโชคดี แข็งแรงๆนะ

 

ใครอ่านแล้วก้ออย่าลืมคอมเมนให้ด้วยนะฮับ

 

อืมมมม  ไม่มีเวลาจัด เลท์เอาท์ให้น่าอ่านอ่านะ   ยังงัยก้อทนๆ กันหน่อยๆ ไว้ว่างๆแล้วเขียนมาลงใหม่คับ

 

ปีใหม่ คิดสิ่งใหม่ มองมุมใหม่ เจอแต่สิ่งดีๆนะคับ

 

 

ขอให้ทุกคนเป็นสุข นะ

 

ปาล์ม เอง

----------------------------- -- -- -- -- --- -- --- -- -- - - -- -- --- --- - - -- - ----- -- - -- ---- - ---- -- - - - -- - - --- -- -- ---- -- ----- ----- - - - - - -

 

 

 

โดย   ผ้าใบจรจัด

 

                                                                                                                                สิ่งดีๆที่รอยต่อของปี

 

ปุ้ง..ปุ้ง......

ดอกไม้ประดิษฐ์สีสวยหลายดอก  ถูกส่งขึ้นกลางเวหา  ละเลงแสงสีกับผืนม่านสีดำ

เทศกาลเฉลิมฉลองการเดินทางครบหลักไมล์ 365 วันของโลก เริ่มขึ้นแล้ว

 

เสียงเพลงเริ่มบรรเลงปล่อยให้ตัวโน้ตค่อยๆไต่ออกมาพาเราก้าวเข้าสู่วันใหม่  

 วันแห่งความสนุกสนานท่ามกลางคนรู้ใจ

 

ปีใหม่นี้หลายๆคนคิดอะไรใหม่ๆ อยากซ่อมนู่นปรับนี่ ทำวิ่งต่างๆให้ดีขึ้นกว่าเดิม

 

ความคิดใหม่ๆมักเกิดพร้อมกับการตั้งต้นเริ่มใหม่

 

เรื่องราวในช่วงรอยต่อระหว่างปีมีหลากหลายรสชาติ 

 

ตั้งแต่

   เรื่องราวของคู่รักที่กุมมือภาวนาขอพรให้รักและเข้าใจกันต่อไป

 

อ้อมกอดที่อบอุ่น 

รอยยิ้มแสนสุขของการพบพานลูกหลานที่ยกโขยงกลับมาเยี่ยมเยียน 

และการเดินทางพักใจหย่อนกายลงในสถานที่ไกลบ้าน

ช่วงเวลาเทศกาล ช่วงเวลาแห่งความเป็นหมู่คณะ

 

ถ้าเราจะนั่งนับกันจริงๆเราอาจจะพบว่าช่วงรอยต่อระหว่างปี(ก่อนเข้าสู่วันปีใหม่สากล) 

 มีคนไม่ยอมหลับยอมนอนสร้างความกังวลใจให้แก่คุณหมอผู้ต้องดูแลสุขภาพคนทั้งหลาย  

 

มองอีกมุม 

 

  เรื่องนี้กลับกลายเป็นเรื่องน่ายินดีที่เราจะได้เห็นการยินยอมพร้อมใจของมนุษยชาติ

ปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับ   หนุ่มสาวที่ยังอยู่ในช่วงคลอเคลีย  

ความสุขที่ได้ควงกันไปดูไฟ   ฉลองปีใหม่ด้วยการดูพลุร่วมกัน   พร้อมกับใช้เงินโบนัสซื้อของให้กันและกัน

 

เอ.....แล้วคนโสดล่ะ  

 

นั่นสินะ  

 

ปีใหม่อาจไม่ได้นำความสุขมาให้คนโสดเพียงอย่างเดียวหรอก

มันคงนำความเหงานิดๆมาสะกิดใจหนุ่มสาวโสดหลายคน    เวลาที่เห็นใครเขาเดินควงกัน   (อย่างน้อยก็ผมคนนึงล่ะ)

 

 

อืม.....เรามาเปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่า

 

จากเรื่องราวของปีใหม่ เวลาแสนสุขของคนมีคู่  เป็น ทำไมพวกเราถึงยังอยู่ในแก๊งค์โสดสนิท

 

ถ้าพูดถึงความโสด (ผมหมายถึงคนที่ยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน อาจมีกิ๊ก หรืออาจจะเคยมีแฟนแล้วแต่เลิกกันซะงั้น...) 

  ประเด็นฮอตฮิตที่แก๊งค์เรามักจะพูดถึง คือ เรื่องของ  อายุ   ครับ

 

ใช่แล้ว  อายุ  อุปสรรคยักษ์ใหญ่ในชีวิตคนโสดอย่างเรา 

ดูสิ  อายุห่างกันขนาดนี้  คิดยังไงนะถึงคบกัน  (คำให้การจาก  ชมรม  นินทาพาคุ้ย)

และข้ออ้างจากสาวคนหนึ่งในแก๊งค์ของเรา  

ฉันอายุมากกว่าเขาตั้ง 1 ปี แน่ะเขาคงไม่สนใจฉันหรอก"

(ขอโทษครับพิมพ์ตกศูนย์ข้างหลังไปตัวนึง เติมให้หน่อยครับ.....555)

อ๊ะๆ.....อย่าเพิ่งเครียดครับ 

 

ผมแค่จะบอกว่าถ้าเรา   คิดอย่างนั้นก็แย่น่ะสิ

 

เชื่อไหม                                                        

ที่เราคิดอย่างนั้นเพราะว่าเ ราชอบนับเลขเริ่มต้นจากวันที่เราเกิดครับ 

นับไปเรื่อยๆครับ 1, 2,.......X ปี

 

 

ถ้ายังอยากนับแบบนี้ผมแนะนำว่าปีใหม่นี้

เริ่มต้นเตรียมฉลองโดยไปห้าง(หรือร้านเครื่องเขียนก็ได้ครับ) ไปซื้อ  สีชอล์ค มาแท่งนึงแล้วไปยืนข้างกำแพง

พอเขาจุดพลุฉลองปีใหม่กัน

 

ก็ตวัดข้อมือขีดเลยครับ ขีดเส้นสีแดงเพิ่มอายุเราอีกปีครับ

 

ปล่อยให้ปีใหม่เป็นวันที่เตือนให้เราขีดเส้นอายุเราเพิ่มขึ้นครับ

 

เรามาลองทแยงมุมคิดกันใหม่ครับ   

ไหนๆก็ปีใหม่แล้วลองคิดอะไรแปลกๆใหม่ๆกันดู

เรามาลองมาดูเวลาการใช้ชีวิตที่เหลือของเราบนโลกใบเกือบกลมเกลี้ยง ใบนี้กันดู

(พูดภาษาชาวบ้าน ก็คือ  เราอยากจากไปเมื่ออายุเท่าไร แล้วดูว่าชีวิตเราเหลืออีกกี่ปีครับ)

 

บางทีคนอายุน้อยกว่าเราตั้ง X ปี ยังจากไปก่อนเราได้เลย จริงไหมครับ

นับประสาอะไรกับคนที่เราสนใจ (จะจีบ) ถึงเขา/เธอจะอายุน้อยกว่าตั้งเยอะ แต่ถ้าหักลบกันไป ดีไม่ดีก็อาจจะพอๆกันก็ได้ 555

แหมเรื่องอย่างนี้เขาว่ากันว่า 

 

คนเราตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้

 

เอ้า!!!  

จะมัวช้าอยู่ใย  แก๊งค์คนโสดทั้งหลาย

ลุยครับ     ลุย!!

 

โลกนี้ไม่มีใครแก่กว่าใครหรอกครับ   

 

อายุเป็นเพียงหลักหมุดอันนึงที่บอกว่าประสบการณ์ของเราก้าวเดินไปถึงไหนแล้ว

 

เฮ้อ.....ถ้าคนเราคิดได้อย่างนี้  โลกคงหมุนด้วยความรัก เหมือนที่เพลงเคยบอกไว้ก็ได้   จริงไหมครับ

 

 

อย่ามัวแต่ปล่อยให้รอยต่อระหว่างปีมาทำให้เส้นอายุคุณเพิ่มขึ้นนะครับ

 

….Happy New Year2007….

 

4/5/2006

จดหมายจากพี่ค่าย :[ สิ่งที่เธอควรทำ ]

จดหมายจากพี่ค่าย :[ สิ่งที่เธอควรทำ ]

 

 

                ค่าย

                สิ่งที่ทำให้เราได้เจอกัน ได้สัมผัสถึงความรัก 

                ความผูกพัน  อันยิ่งใหญ่

 

การเข้าค่าย

จึงกลายเป็นงานที่นักกิจกรรมหลายๆคนนั้นชอบ

 

ค่ำคืนที่เราล้อมวงนั่งคุยกัน

 

 ค่ำคืนที่ได้เห็นน้ำตา ได้เปิดประตู มอบหัวใจให้กันและกัน

 

 

เทียนเล่มน้อยที่ส่องสว่าง ดูมีพลังและมนต์ขลัง 

 

นำทางบางสิ่งในตัวเราออกมาสู่   การแบ่งปัน

 

อยากจะรู้        

 

ความหมายของชีวิต คืออะไร

 

จะมีใครลองค้นหามันหรือยัง

 

รู้ไหม จากนี้ หนทางที่แสนยาวไกล

 

จุดหมายที่เธอต้องการมันคือตรงไหน เธอลองคิดดูหรือยัง

 

วันเวลาที่ร่วงโรยไป

 

ทุกๆวันเธอจะเข้าใกล้ความเป็นผู้ใหญ่

 

ซึ่งเป็นใครสักคนที่อยู่ในโลกที่สับสนและวุ่นวาย


เธอรู้ไหม

 

โลกกลมๆใบนี้มันร้อนแรง         หนักแน่น  ขุ่นมัวด้วยปัญหา

 

ฉันเองอยากจะรู้  อยากลองถามเธอดูว่า 

 

เธอเห็นมันหรือไม่  เธอทนได้อย่างไร

 

 

ทุกวินาที 

 

มีหยดน้ำตาได้หลั่งไหลจากใครสักคนที่เธอมองข้าม

 

 

ฉันไม่ขอให้เธอเชื่อฟังฉัน  แต่จะขอให้เธอลองตรองดู

 

โปรดคิด พิจารณาดีๆ  ฉันรู้  เธอทำได้

 

 

 

ลองถามใจเธอดูสิ

บนโลกใบกว้างนี้ ใครๆก็รู้ว่าเธอเป็นผู้ให้ที่บริสุทธิ์

 

ทั้งความรักที่เธอมีให้ จิตใจที่แสนดีงาม

 

ทุกๆสิ่งล้วนเป็นที่กล่าวขาน

 

 

 

แต่มันเพียงพอแล้วหรือ

 

 

ขอเถอะ...ขอเธออย่านิ่งเฉย ลองตรองดู

 

ByPBB

จากใจ...เพื่อน

 

บทความดีๆที่แต่งมาให้เพื่อนนะ   

  Good luck 4ever My Friends MICROBIOLOGY 2 

 

 

***************************************************************************

 จากใจ...เพื่อน

 

 

 

มีใครคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า

 

ทุกๆวัน คือ การก้าวเดินไปข้างหน้า และ ไม่อาจหวนคืนมาได้อีก

 

 

จนมาวันนี้

                                      

ผมเพิ่งจะเข้าใจในความหมายของมัน

 

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เจอกันแล้วนะ

 

เพื่อน

 

เราคงต้องลาจาก และก้าวเท้าเข้าสู่หนทางที่ตนเองฝัน

 

 

 

 การลาจาก     อาจทำให้ใจของเราไหวหวั่น

 

และมักจะทำให้การก้าวเดินของเราหยุดลง

 

เพียงเพื่อหันกลับไปมองรอยเท้าเก่าๆที่ย่ำอยู่ความอ่อนนุ่มของความทรงจำ

 

แล้วนึกเสียดายวันคืนที่เหลือน้อยลง

 

จะอีกนานแค่ไหน...ที่เราจะได้พบกัน

 

ได้เห็นรอยยิ้ม

 

ได้รับกำลังใจ

 

ได้ร่วมทุกข์สุขด้วยกัน

 

เหมือนวันวาน

 


 

จะมีใครบ้างไหม ที่รู้สึกว่า

 

ช่วงเวลาที่เลยผ่าน

 

มัน เข้มข้น และมีค่ามากเกินกว่าความทรงจำจะเก็บไว้ได้

 

จนบางครั้ง ทำให้เราอยากอยู่กับช่วงเวลานั้นตลอดไป

 

ความรู้สึกที่มีให้กัน คงเป็นบางสิ่งเราไม่อาจบรรยายได้ด้วยคำพูด

 

 

บางที

 

การที่เราใช้ชีวิตร่วมกัน อยู่ด้วยกัน

 

อาจเหมือนเถาไม้น้อยๆที่ค่อยๆเลื้อยพันกัน

 

เอาใจไปผูกและพันกันไว้อย่างหนาแน่น

 

โดยที่เราไม่รู้ตัว

 

ผ่านเวลามาจนถึงวันนี้  วันที่เราต้องร้างไกล

 

เราจึงจะได้มองเห็น

 

ปมเถาไม้เล็กๆ พันเกลียวกัน

 

เหนียวแน่นและสวยงาม

 

เพื่อน   คำดีๆที่ใครๆก็พูดได้

 

เพื่อน   คำๆนี้จะมีใครสักกี่คนที่จะพูดหรือแสดงมันออกมา

 

วันนี้อาจยังไม่สายเกินไปที่จะแสดงความรู้สึก

 

ไม่สายที่เราจะเริ่มรู้จัก และเก็บรักษาวันเวลาดีๆที่เรามีให้กัน

By PBB

 
12/6/2005

สิ่งที่เราเรียกว่า…..คุณค่า

สิ่งที่เราเรียกว่า..คุณค่า

 

ลองนึกดู….

 

ในวันที่เราพบปะผู้คนมากมาย   เคยรู้สึกไหมว่าหัวใจมันพองโต?

 

เวลาที่เราเหนื่อยกายลองหลับตานึกถึงใบหน้าของน้องๆ หรือเพื่อนของเราส่งยิ้มมาให้สิ คุณจะมีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นมหาศาล

 

ส่งเหล่านี้  ทำไมมันจึงเกิดขึ้น?

 

หลายๆคน อาจตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว และด้วยความเคยชิน ว่า

 

เพราะมนุษย์ เป็นสัตว์สังคม

 

เพราะเราเติมเต็มให้แก่กันและกัน

 

แต่ไม่ว่าใครจะตอบมาว่าอะไร ลองใคร่ครวญถามอีกครั้งดูสิว่า ลึกๆแล้วมันน่าจะเกิดขึ้นจากอะไร

 

เอ้า! คิด..............

 

เวลาผ่านไป

 

หลายๆคนคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว เราลองมา แบ่งปันกันดีไหม?

 

สำหรับผม ผมคิดว่า เพราะลึกๆแล้วเรารู้ว่า ทุกชิวิตนั้นมีคุณค่า

 

ลองนั่งนึกดูสิ ชีวิตของเรา ตัวของเรา ร้อยโยงเข้ากับใครบ้าง?

 

พ่อ ...... แม่ ......คุณป้า ...... หมาตัวน้อยๆที่เราเลี้ยงอยู่ ........

 

กว้างออกไปอีก

 

ต้นกระบองเพชรที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่างเพื่อนบ้าน ....... เพื่อนร่วมชั้น ....... เพื่อนร่วมทาง ...... เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ....

 

คนที่รู้ใจเรา ..... คนที่กำลังหลงทาง ...... คนที่หิวโหย ...... เพื่อนร่วมโลกที่ถูกทำร้าย

 

เขามีค่าพอที่เราจะยื่นมือไปประคองไว้ไหม?

 

บางที

 

เราอาจมีชีวิตเพื่อหาจุด สักจุด ที่จะอยู่กับใครสักคนไปตลอดชีวิต

 

มันคงไม่แปลก

 

ถ้าเราจะเจอว่า จุดสักจุดหนึ่งนั้น มัน คลิ๊ก แล้วทำให้เรารู้ว่า เราจะอยู่เพื่อทำอะไรให้ใครสักคน

 

จะมีสักกี่คน ที่รู้ว่า คนจน จำนวน 7.5 ล้านคน เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างไร

 

จะมีใครรู้บ้างไหมว่า ยังมีน้องๆที่บ้านเด็กกำพร้า รอคอยให้ใครสักคนเขาไปหา

 

คนทุกคนต้องการการเอาใจใส่

 

ทุกๆคนต้องการเป็นที่ยอมรับ

 

คุณค่าของชีวิตเกิดจากตัวเรา และการถูกยอมรับ

 

เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้  หลายๆคนต้องดิ้นรนเพื่อหาทางออก หาคำตอบให้แก่ชีวิต

 

ถ้า    ทางออกนั้น คือ การที่คุณฆ่าชีวิตตัวเอง คร่าชีวิตผู้อื่น มันคงเป็นคำตอบที่ยืนยันถึง

 

การที่เราไม่ใส่ใจตัวเอง

 

ไม่ใส่ใจคนข้างกาย

 

และ ไม่เห็นว่า ใครสักคนมีค่าต่อชีวิตตนเอง

 

ถ้าทุกคนเป็นเช่นนี้ ประเทศเราจะเป็นเช่นไร?

 

การเริ่มหาค่าของชีวิตเรา คงไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่เราไปถามคนอื่นว่า

 ฉันมีค่าสำหรับคุณไหม?”

 

แต่ผมคิดว่าจุดเริ่มต้นของ 

 

 การหาสิ่งที่มีค่าของชีวิต

 

การหาสิ่งที่มีค่าของตัวเราเอง

 

เริ่มมาจากก้าวเล็กๆ ก้าวแรกคือ การเคารพ ครับ

 

เคารพตนเอง ทั้งความคิด ความชอบ ข้อดี ข้อเสีย

 

ก้าวต่อมา เป็นการยอมรับและการเข้าใจ

 

ยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็น ยอมรับตัวตน ยอมรับความสามารถที่เรามี

 

ท้ายที่สุดแล้วเราจะมองเห็นเพชรล้ำค่าของตนเองและทุกชีวิตที่อยู่รอบกายเรา

 

ไม่นานนัก

การลงมือทำบางสิ่งด้วยความสุข ความตั้งใจ  ก็จะตามมา

 

 เห็นได้จาก การที่เราเอาใจเข้าไปใส่ในทุกขั้นตอน

 

เราเฝ้ารอ สังเกตการเจริญเติบโตอย่างใจจดใจจ่อ

 

นึกดูแล้วมันคงไม่ต่างไปจากการที่เราปลูกต้นไม้ เพื่อที่จะนำไปมอบให้แก่คนที่เรารัก

 

คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่ขนาดของผล ไม่ได้อยู่ที่ความสวยงาม...............

 

แต่มันอยู่ที่ความรู้สึกดีๆที่เราจะมอบให้

 

สิ่งสำคัญที่สุด คงเป็น

 

การนำความรู้สึกดีๆที่เรามีปลดปล่อยออกไปพร้อมกับการกระทำ

 

คุณค่า นั้นไม่อาจประเมิน มูลค่า

 

คุณค่าไม่ใช่แค่การมองเห็นว่ามันมีประโยชน์

 

คุณค่า เราสัมผัสมันได้ แม้เราจะหลับตาทั้ง 2 ข้าง

 

การเห็นคุณค่า อาจเป็นกุญแจสำคัญของการดูแลรักษา การมอบความรัก ความอบอุ่นให้แก่กัน

 

บางทีการเห็นคุณค่าของทุกสิ่งอาจช่วยให้ปัญหาที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงลดลงไปก็เป็นได้

 

 

 

                                                                                                                                                        BY    PBB

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

อันนี้  ไม่มีเวลาจัดเลย์เอาท์ดีๆน่ะ  โทดทีนะ  

 

 

 อืมมม  ไว้ว่างๆจาเอาที่เขียนไว้มาพิมพ์อีก 

 

 รอไปก่อนนะ   ช่วงนี้วุ่นวายชีวิตมากๆ

 

 

 

ไว้เจอกัน  Enjoy with My Space

9/5/2005

My Wind

อันนี้ยังไม่สมบูรณ์นะ  กะว่าถ้าแต่งเป็นเรื่องได้ก็ดีอ่านะ  แต่มะมีเวลาอ่า
 
ยังงัยก้อลองอ่านดูแล้ว คอมเม้นดูนะ (ขอบคุณคนที่เข้ามาอ่านน้า)
 
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

My Wind

 

มันเป็นเวลานานมาแล้วที่ผมไม่ได้พบสิ่งที่มีคุณค่าพอที่จะทำให้ผมได้เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง

 

 

ปกติแล้วผมเป็นคนๆหนึ่งที่มีเพื่อนมากมาย

 

อาจเพราะผมเป็นคนพูดง่ายอยู่ง่าย ไหว้วานได้ง่ายกระมัง

 

ผมชอบที่จะอยู่นิ่งๆนั่งมองผู้คนเดินผ่านไปมา

 

นั่งมองฟ้ามองดวงดาว มีความสุขกับสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน มากกว่าที่ได้ทำ

 

 

แต่แล้ว

 

วันหนึ่งผมก็ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง

 

เพียงเพราะผมบังเอิญไปเจอสิ่งที่ที่มีคุณค่ามาก

 

สิ่งนั้นเปรียบเสมือนสายลม

 

สายลมที่พัดพานำความชุ่มชื้นมาให้แก่ผืนดินที่แห้งแล้ง

 

สร้างความหวังและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในตัวผม

 

 

สิ่งนั้น  คือ   เธอ  

 

เธอผู้งดงามจนบางสิ่งข้างในของผมเรียกร้อง

 

และบอกว่านี่ละคือสิ่งที่ใช่ สิ่งที่ผมรอคอย

 

 

เธอทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่ผมรักมากที่สุด

 

และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าผมอยู่อย่างนิ่งสงบดังเดิมไม่ได้แล้ว

 

แล้วการเปลี่ยนแปลงของผมก็เริ่มขึ้น

 

 

มันเริ่มต้นขึ้นด้วยการที่ผมเริ่มก้าวเท้าออกไป

 

แล้วค่อยๆเร่งความเร็วให้กับมัน ใช่แล้ว สิ่งนั้น คือ การวิ่ง

 

 

การวิ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบมาก

 

แรกๆตอนเริ่ม มันดูขัดเขินที่จะทำ

 

พอเริ่มต้นลงมือทำก็พบว่าอุปสรรคเป็นอย่างไร

 

แต่เมื่อผ่านเวลาไปนานๆมันกลายเป็นสิ่งที่มันก็เริ่มดูดีขึ้น

 

 ผมเริ่มสนุก ชอบ รัก คลั่งไคล้

 

 

ผมวิ่งจนเพื่อนๆที่ผมรู้จัก ได้เดินเข้ามาถามผมว่า

 

"ทำไมจึงเลือกที่จะวิ่ง" 

 

                               "ชอบการวิ่งเหรอ"

 

    ผมก็ตอบไปแค่

 เพราะว่าชอบน่ะ

 

 

แต่จริงๆแล้วมันมีความหมายมากกว่านั้น

 

เพราะ มันทำให้ผมได้พบและสัมผัสกับสิ่งที่ผมรักมากที่สุด

 

                                                                                                                                ก็คือ        

 

การที่ผมได้รู้จัก ได้สัมผัส ได้ยินเสียงของลมนั่นเอง

 

 

ลมเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจับต้อง

ไม่สามารถปั้นแต่ง  ให้มันเป็นรูปร่างได้ตามต้องการได้

ลมมักพัดพาความรัก   ความอบอุ่น ของโลกใบกลม

และ  นำพารอยยิ้มมาให้กับผมเสมอ

ลมเป็นสิ่งที่ลี้ลับ  และอบอุ่นที่สุดในโลก

 

นั่นคือความคิดของผมตั้งแต่ตอนที่ผมยังเป็นเด็กๆ

 

สำหรับผม   ลม   คงไม่แตกต่างไปจาก ความรัก

 

เพราะ เราได้เพียงแค่สัมผัสมัน  

 

ได้รู้สึกว่ามันมีอยู่

 

แต่เราไม่สามารถมองเห็น

 

และไม่สามารถคว้ามันมาไว้ในกำมือได้ดังใจคิด

 

 

การวิ่งจึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ผมได้เข้าใจ

 

ได้รู้จัก ได้สัมผัสกับกระแสลม และความรัก มากขึ้น

 

ตอนที่สายลมแผ่วเบาและอบอุ่นค่อยๆเคลื่อนมาสัมผัสมือ

 

มันเปรียบเสมือนผมมีคุณอยู่ใกล้ๆ ได้รู้จักเธอมากขึ้น

 

สิ่งนี้คงเป็นสิ่งเดียวที่ผมสามารถถ่ายทอดและอธิบายให้เธอเข้าใจได้ว่า

 

 ผมอยากรู้จัก อยากอยู่ใกล้กับเธอเพียงไร

 

และสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะบอกให้เธอได้รู้

                                                                                                                   

                                                                                                                                                    ก็คือ

 

สำหรับผม

 

สายลมเป็นเพื่อนที่ทำให้ชีวิตผมมีความหมาย มีความสุข

 

ทำให้ผมรักทุกสิ่งที่อยู่รอบกาย

 

และผมอยากให้คุณรู้ว่า คุณคือ สายลม ของผม

 

 

BY PBB

8/7/2005

วิถีแห่งตน

การก้าวเดินของคนๆหนึ่งจากเด็กจนโต
 
ได้พบ ได้เจอ ได้สัมผัส สิ่งต่างๆมากมาย.....
 
ทุกสิ่งไม่อยู่นิ่ง เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
 
 
 
 
 
 
 จากเคยเดินร่วมทาง  ก็ห่างเหิน
                                       
   จากเกลียด เป็นรักและเข้าใจ 
                                       
 จากทุ่งร้างกลายเป็นตึกสูงใหญ่
 
 
 
 
 
วิถีทาง ปณิธาน ความฝัน
เราคงพบเจอระหว่างทางที่ก้าวเดิน
 
....ทางที่ชื่อ "กาลเวลา"....
 
 
 
 
 
 
อนาคตเป็นอย่างไร สุข ทุกข์ จะได้พบ
 
รอยยิ้ม น้ำตา เรามิอาจรู้ มิอาจคาดเดา
 
 
 
 
เพียงบางสิ่งที่เราทำได้ ในตอนนี้
 
คือ หันมองรอบกาย
 
มอบรอยยิ้มและกำลังใจให้แก่ เพื่อน พี่ น้อง
 
ที่มุ่งมั่นก้าวเดินไปตามวิถีทางที่พวกเขาเลือก
 
 
 
ผูกใจเชื่อมโยง..ห่วง..ใย..แห่งความหวังดีเข้าด้วยกัน
 
 
 
แล้วลอง แหงนหน้ามองฟ้า
 
ค่อยๆก้าวเท้าเดิน ไปด้วยความมุ่งมั่น
 
ตามวิถีแห่งตน
 
 
BY PBB
 
7/11/2005

ผิดหรือถูกกับการแก้ปัญหา

  ผิด หรือ ถูก กับการแก้ปัญหา  
 
 
 
 วันเวลาเคลื่อนที่ไปพร้อมกับแนวคิด
 
  ความทะยานอยาก ทำให้เกิดการพัฒนา
 
 จึงส่งผลให้มนุษย์เชื่อมั่นกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น
 
 
 แต่มนุษย์ส่วนใหญ่หารู้ไม่
 
 ว่าวิทยาศาสตร์สายประยุกต์(เน้นคิดค้นและพัฒนา) นั้น
 
 กลับขยายจุดบอดของวิทยาศาสตร์ให้เพิ่มขึ้นไปอีก
 
 
 
จุดบอดนั้นก็คือ
 
 การที่เรามิอาจคาดเดาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาพรวมในอนาคตได้
 
 
 
 
        ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ได้เฝ้าคิดค้นหาสิ่งใหม่ๆ
 
  เพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น
 
          จึงก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์และศาสตร์แขนงต่างๆขึ้นมากมาย
 
  อาทิเช่น พันธุวิศวกรรม, นาโทคโนโลยี ฯลฯ
 
 
 
สิ่งเหล่านี้มีคุณอันใหญ่หลวงและอาจก่อให้เกิดโทษอนันต์ ก็เป็นได้
 
 
 
            ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์นั้น
 
 การทดลองแต่ละขั้นจะต้องทดลองกับสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ เช่น หนู ฯลฯ
 
 จนมาถึงขั้นสุดท้าย คือ ตัวมนุษย์เองเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในความปลอดภัย
 
เพราะเราต้องนำมาใช้กับมนุษย์อีกหลายล้านคน
 
แต่ในบางคราวนักวิทยาศาสตร์เองก็มิอาจตอบคำถามได้
 
ว่าผลงานนั้นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอีกหลายสิบปีข้างหน้าหรือไม่
 
 
  • การตัดต่อพันธุกรรมของพืช ให้มีสภาพคงทนต่อสิ่งแวดล้อมทำไป เพื่อเพิ่มจำนวนผลผลิตทางการเกษตรและลดต้นทุนในการผลิตอาหารให้แก่ประชากรทั้งในที่ๆอดอยากและในอนาคต(ที่เขาได้คาดการณ์ว่าจำนวนประชากรจะเพิ่มขึ้นมากจนอาหารไม่พอ)  

 

  • การโคลนนิ่ง ทำไปเพื่อขยายพันธุ์สัตว์ และหาวิธียืดชีวิตมนุษย์ให้ยืนยาว

 

  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำไปเพื่อจะได้สกัดสารมาทำเป็นยารักษาโรคและสร้างอวัยวะมาปลูกถ่ายให้แก่มนุษย์

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นดาบสองคมที่ควรได้รับการควบคุม

และพิจารณาจากบุคคลหลากหลายแนวคิด จากศาสตร์หลายแขนง
 
สิ่งเหล่านี้อาจต้องมีการคิดวิธีรองรับผลกระทบก่อนที่จะนำเอามาใช้
เพราะสิ่งเหล่านี้มิใช่ธุรกิจ
เนื่องจากมันเกี่ยวพันถึงชะตาชีวิตของผู้คนและสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้
 
 
 
บางทีวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นเพียงแนวคิดหนึ่งที่ถูกหยิบมาใช้เพื่อแก้ปัญหาก็เป็นได้
 
 
อย่าลืมว่าทุกศาสตร์ล้วนมีจุดบอดของแนวคิดของตนเอง
 
 และแต่ละแนวคิดมีวิธีในการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์เช่นกัน
 
ขอเพียงยอมเปิดใจตั้งใจรับฟังความคิดเห็นจากหลายๆแง่มุม
 
 
 พยายามที่จะเข้าใจซึ่งกันและกัน
 
 เราคงจะพบทางออกที่ดีที่คนส่วนใหญ่พึงพอใจก็เป็นได้
 
 
 เพราะเราทุกคนต่างก็ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด ให้แก่ตนเองเช่นกัน  
 
 
 
 By    PBB
6/28/2005

คน กำแพง จิตใจ

อันนี้เป้นงานเขียนเมื่อนานมาแล้ว

เชิญชม

       กำแพงสูงลิ่วเสียดฟ้า  แข็งกล้าดั่งผาหิน


 มีไว้กีดกันดวงจิดและชีวิต ให้ใจตนนั้นปลอดภัย  

      กำแพงแห่งดวงจิตมิอาจเห็นเป็นรูปธรรม       แต่เป็นนามธรรมที่ล้ำค่า

 บ้างไว้ใช้ตีราคา คุณค่าความเป็นคน บ้างใช้ปิดความคิดและจิตใจ


       กำแพงนี้ บางครั้งสีใส บางคราสีทึบ แปรเปลี่ยนตามผู้มาขอตีตราข้ามกำแพง


บางคน ผ่าน ไม่ผ่าน เพียงเพราะมุมมองด้านเดียว  ด้านตรงข้าม

      กำแพงล่มสลายได้บางเวลา ถ้าจิตหวั่นไหวลอยล่องตามเหตุการณ์

เช่น แสงเทียน ความดีความอบอุ่น หนักสุด คือ การล้มลง

      กำแพงสลาย สร้างความเสียหายใหญ่หลวง ก่อกำเนิดประสบการณ์แสนแพง

 จิตใจเปลี่ยน กำแพงก็เปลี่ยน จะมากจะน้อยแล้วแต่ความคิดที่เปลี่ยนแปร

       ความเงียบ ความเหงาภายในใจ ความไม่มั่นคง เพิ่มอิฐให้หนาและสูงส่ง

  ผ่านกาลเวลา ยิ่งสูง คนข้ามผ่านยิ่งน้อย

กำเนิด

กำแพงยักษ์ปักษามิอาจผ่าน จะรำคาญทุกข์สุขลุกเป็นไฟ

ด้วยดวงใจเข้าร่วมกำหนด

จะโป้ปดมดเท็จสักเพียงไร หลอกใจตนมิได้

Written By PBB

------------->-------------->--------------->------------->----------->---------------->

6/26/2005

เล่น กับ ชีวิต

เล่น   กับ   ชีวิต

 

                ในวันที่พระอาทิตย์หลบพักหลังเมฆฝน

          ผู้คนต่างเร่งรีบหาที่กำบัง เมื่อสายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาก็จะพบกับกองทัพเด็กตัวน้อยที่คอยวิ่งสวนทางผู้คนพร้อมด้วยอุปกรณ์ไว้เล่นกับสายฝนครบมือ

          การเล่น ทำให้เราผ่อนคลาย เรายิ้ม เราเรียนรู้  ลองนึกดูสิ เวลาเราเล่นเรารู้สึกอย่างไร เราเห็นอะไร ลองค้นความหลังดูว่าอะไรที่ทำให้พวกเราชอบที่จะเล่นมากกว่านั่งฟังบรรยาย

                ในความเป็นจริงนั้นเราคงเล่นตลอดเวลาไม่ได้ ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาจากเด็กน้อยที่เฝ้าคอยสายฝนเริ่มเติบใหญ่ได้เรียนรู้คำพูดที่ผู้ใหญ่ที่สังคมสร้างขึ้นมาปิดกั้น  คำพูดที่เป็นดั่งปูนที่มาฉาบทับความสร้างสรรค์ที่เกิดจากการเล่น

       อยากรู้ไหมมันคือคำว่าอะไร?

                ทำอะไรไร้สาระ 

           เล่นเป็นเด็กไปได้

                สิ่งเหล่านี้เป็นคำพูดที่บั่นทอนจิตใจแห่งการค้นหา คำพูดที่เกิดจากผู้ใหญ่ซึ่งชอบความมีเหตุมีผล ชอบความมีระเบียบแบบแผน

                เรื่องนี้ไม่ได้บอกให้เกลียดพวกเขา แต่บอกให้พวกเราเข้าใจในธรรมชาติของผู้ใหญ่ ให้เข้าใจถึงสภาพแวดล้อมที่ผู้ใหญ่ต้องเผชิญ เพราะจริงๆแล้ว ผู้ใหญ่เองก็มีความเป็นเด็กเพียงแต่ต้องเอาความรับผิดชอบ เอาสิ่งต่างๆมาปกปิดมันเอาไว้

                ผู้ใหญ่บางท่านอาจต้องกดต้องเก็บมันเอาไว้ในห้องขังที่ชื่อจิตใต้สำนึก

 

                ถ้าสิ่งที่สามารถทลายปูนที่ฉาบไว้ หาได้จากสายฝนที่เด็กๆมักวิ่งเข้าไปหา

                พวกเราคงต้องหาเวลาดีๆ หาจังหวะเหมาะๆชักชวนผู้ใหญ่ให้ออกมาเล่นกับฝน สนุกกับสายฝนให้มากขึ้นนานขึ้น เผื่อปูนที่ฉาบไว้จะถูกเซาะกร่อนลงจนเห็นสิ่งดีๆที่ถูกฉาบทับไว้ ให้เวลาในวัยเด็กกลับมาสู่ผู้ใหญ่อันเป็นที่รักของเรา ให้เราได้จับมือกันเล่นไปในสายฝนที่โปรยปรายกับผู้ใหญ่ที่เข้าใจในวัยเด็ก แบ่งปันรอยยิ้มแลกเปลี่ยนความฝันให้แก่กัน  

               

                กาลเวลามักเดินหน้าเรื่อยๆเปลี่ยนเราจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ในช่วงเวลาไม่นานนัก  ตอนนี้ เรายังเด็ก ยังมีโอกาสเล่น เล่นกับความคิด เล่นอย่างมีระบบ เล่นแบบรู้ขอบเขต  ถ้าเราสนุกกับมัน สนุกกับการสร้างสิ่งใหม่ๆ และรู้จักออกแบบให้ปูนฉาบได้ถูกที่ถูกจุด

                ชีวิตคงพบกับสีที่สดใสแปลกใหม่อีกมากมาย

                                                                                                  

                                                                                            

5/17/2005

ทดสอบ

ทดสอบ บอกไม่รุ้จักดู

 
Hello! everybody I just wanna say miss u all Umm....

chittawet sangsawasdi

Occupation
Location
Interests
I like chiangmai

Hate Bkk but now I live at Bkk 5555+

LYN

KN2

SRC